[:th]

กีฬาก๊อบแก๊บหรือเดินกะลา

ผู้เล่น
เดี่ยว แต่ละทีมส่งได้ไม่เกิน 2 คน
อุปกรณ์
๑. ระยะทาง ๓๐ เมตร หรือวิ่งอ้อมหลักก็ได้
๒. ลูกมะพร้าวผ่าครึ่งทั้งเปลือก เพื่อป้องกันการแตกชำรุด เจาะรูร้อยเชือกและตัดส่วนผ่าศูนย์กลางกว้างไม่เกิน ๔ นิ้ว เพื่อเป็นที่วางเท้าหรือคีบสายเชือก
๓. ความยาวของเชือกเมื่อผูกปมกะลาแล้วให้มีความยาวสูงถึงอกของนักกีฬา

วิธีเล่น
๑. ให้นักกีฬายืนบนกะลา จับเชือก ยืนหลังเส้นเตรียมพร้อมที่จะแข่งขัน
๒. เมื่อได้ยินสัญญาณจากกรรมการ ให้เดินหรือวิ่งให้ถึงเส้นชัย

กติกา
๑. ผู้เล่นคนใดตกจากกะลาหรือเชือกหลุด ขาด ต้องออกจากการแข่งขัน
๒. ให้มีกรรมการตัดสิน ๑ คน ทำหน้าที่ควบคุมการเล่น และตัดสินผลการแข่งขัน

————————————————————————————————————————————————————

กีฬาแย้ลงรู
ผู้เล่น
แยกเพศชาย หญิง ประเภทเดี่ยว ทำการแข่งขันประกอบด้วยผู้เล่นจำนวน 4 ทีม
อุปกรณ์การเล่น
๑ เชือกขนาด ๑ นิ้ว ผูกชายออก ๔ เส้น ทำเป็นห่วงสำหรับสวมที่เอวของผู้แข่งขัน ยาว ๓ เมตร
๒. ธงเล็กๆ พร้อมกับปัก จำนวน ๔ ธง ห่างจากธง ๒ เมตร

วิธีเล่น
๑. ให้ผู้เล่นทั้ง ๔ คน ไปยืนที่จุดและสวมห่วงที่เอว ด้านละ ๑ คน ให้ผู้เล่นหันหน้าไปที่ธงปักไว้ ต่างคนต่างคุกเข่าลงหรือคลานโน้มตัวไปข้างหน้าพอให้เชือกตึง อนุญาตให้ใช้มือจับเชือกได้ ๑ ข้างเท่านั้น เพื่อป้องกันเชือกหลุด
๒. เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นออกแรงดึงโดยใช้ท้องดึงเชือก พยายามคลานออกไปจับธงให้ได้
๓. ผู้เล่นคนใดคว้าธงได้ก่อนเป็นผู้ชนะ

กติกา
๑. ให้เชือกอยู่ในระดับเอวเท่านั้น และจะใช้ท่าใดก็ได้
๒. ใช้มือจับเชือกที่เอวได้ด้วยมือข้างเดียว ถ้าใช้ ๒ มือ จับจะถือว่าแพ้
๓. มีกรรมการทำหน้าที่ควบคุมการเล่นและตัดสิน อย่างน้อย ๑ คน

————————————————————————————————————————————————————

วิ่งสวมกระสอบ
ผู้เล่น
ผู้เล่นได้ทุกเพศทุกวัย
อุปกรณ์การเล่น
กระสอบข้าวขนาดใหญ่ เท่ากับจำนวนผู้เล่น สนามเล่นระยะทางวิ่ง 30 เมตร
วิธีการเล่น
๑. วางกระสอบไว้หลังเส้นเริ่ม ผู้เล่นยืนเตรียมพร้อมในท่าตรง
๒. เมื่อได้ยินสัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นทุกคนรีบสวมกระสอบแข่งขัน มือจับที่ปากกระสอบแล้วให้วิ่งหรือกระโดดไปที่เส้นชัย
๓. ผู้เล่นคนใดถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ
๔. บางครั้งอาจจะเป็นการแข่งขันวิ่งอ้อมหลักวิ่งกลับเข้าเส้นชัยที่เส้นเริ่มต้นก็ได้
กติกา
๑ ๅผู้เล่นจะต้องสวมกระสอบอยู่ตลอดเวลา โดยวิ่งหรือกระโดดภายในกระสอบ
๒. ถ้ากระสอบหลุดจากมือ จะต้องหยุดแล้วให้ดึงกระสอบขึ้นโดยเร็ว แต่ต้องไม่ให้เท้าหลุดจากกระสอบ
๓. ผู้เล่นถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะและหากมีการฝ่าฝืนจะถือว่าแพ้

————————————————————————————————————————————————————

ขาโถเก้า
ผู้เล่น
สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย
อุปกรณ์
๑. ไม้ไผ่มีกิ่งหรือขั้นสำหรับใช้เท้าเหยียบได้ สูงจากพื้น ๓๐ เซนติเมตร
๒. ความสูงของไม้ไผ่จากกิ่งไผ่หรือที่เท้าใช้เหยียบสูงขึ้นมาเท่ากับศีรษะของนักกีฬา หรือ ๑.๗๐ เมตร รวมไม้ไผ่ยาวทั้งสิ้น ๒ เมตร จำนวน ๑ คู่ (ห้ามใช้ไม้ทำการเจาะรูหรือใช้ไม้อื่น เป็นที่เหยียบหรือวางเท้าโดยเด็ดขาด)
วิธีเล่น
๑.เล่นถือไม้ทั้งคู่ ยืนที่พื้นเตรียมพร้อมที่หลังเส้นเริ่ม
๒. เมื่อได้ยินสัญญาณเล่นให้ทุกคนขึ้นเหยียบกิ่งไม้ หรือขึ้นที่กิ่งยื่นออกมา มือทั้งสองจับไม้ให้มั่นและแข่งกันไปยังเส้นชัย
๓. ผู้เล่นคนใดไปถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ
กติกา
๑. ขาโถเก้าจะต้องมีขนาดและความสูงตามกติกา
๒. ขณะเดิน ผู้เล่นคนใดตกจากไม้ระหว่างทางจะถือว่าแพ้ต้องออกจากการแข่งขัน
๓. ให้มีกรรมการผู้ตัดสิน และควบคุมการเล่นอย่างน้อย ๑ คน

————————————————————————————————————————————————————

ตีไก่

ผู้เล่น
เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทุกเพศทุกวัย
อุปกรณ์
ไม่มี
วิธีเล่น
๑. ให้ผู้เล่นนั่งยองๆ ภายในวงกลมเอาแขนทั้งทั้งสองข้าง สอดจับมือกันไว้ที่ใต้ขาพับให้แน่น
๒. เมื่อได้ยินสัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นแต่ละคนชนคู่ต่อสู้โดยใช้ด้านข้างลำตัวฝ่ายใดล้มหรือมือหลุดจากกันหรือลุกขึ้นยืนหัวเข่าเกินฉาก หรือ ๙๐ องศา ถือว่าแพ้ต้องออกจากการแข่งขัน
๓. ผู้ใดสามารถชนคนอื่นให้ล้มลงหรือมือหลุด จนเหลือเพียงคนเดียวคนนั้นถือเป็นผู้ชนะ
กติกา
๑. ผู้เล่นที่ถูกชนล้มลงหรือมือหลุดถือว่าตาย ต้องออกจากการแข่งขัน
๒. ผู้เล่นต้องอยู่ภายในเขตวงกลมที่กำหนดให้ ถ้าออกนอกเขตถือว่าตายต้องออกจากการแข่งขัน
๓. ในการแข่งขันมีกรรมการตัดสินและควบคุมการเล่นอย่างน้อย ๑ คน

เตะปีบไกล

ผู้เล่น
สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย
อุปกรณ์
ปีบที่เปิดฝาบนไว้ ให้เพียงพอกับการแข่งขัน ป้ายปักและเทปวัด
วิธีการเล่น
๑. นักกีฬาติดหมายเลขลงทำการแข่งขัน โดยให้เตะปีบ จำนวน ๒ ครั้ง หรือ ๒ ลูก โดยวัดเอาลูกทีไกลที่สุดเป็นสถิติเข้ารอบในรอบชิงชนะเลิศ จะไม่เอาสถิติรอบคัดเลือกไปเกี่ยวข้อง
๒. ทำการแข่งขันคัดเลือกเข้ารอบชิงชนะเลิศ จำนวน ๕ คน ของแต่ละรุ่นโดยให้เตะคนละ ๒ ครั้ง
๓. ผู้เล่นคนใดเตะได้ไกลที่สุด ด้วยวิธีการใดก็ได้เป็นผู้ชนะแต่ละรุ่น
กติกา
๑. ปีบต้องมีความหนาหรือมีน้ำหนักเท่ากัน
๒. ต้องไม่เป็นปีบแตกหรือบุบ บู้บี้ จนเกินไป ให้อยู่ในดุลพินิจของกรรมการผู้ตัดสิน
๓. การเตะไปครั้งแรกให้ปักป้ายสัญลักษณ์ไว้ก่อน เมื่อเตะไปครั้งที่ ๒ แล้วดูว่า ครั้งไหนไกลกว่ากัน ให้วัดครั้งที่ไกลที่สุด ครั้งเดียวเป็นสถิติ
๔. มีกรรมการผู้ตัดสินอย่างน้อย ๒ คน

————————————————————————————————————————————————————

มวยทะเล

ผู้เล่น
เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป
อุปกรณ์
๑. นวม
๒. ไม้หมากหรือเสากลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ปร

ะมาณ ๖-๗ นิ้ว มีความยาว ๓-๔ เมตร
วิธีการเล่น
๑. เล่นครั้งละ ๒ คน สวมนวมทั้ง ๒ ข้าง ปีนขึ้นไปนั่งคร่อมลักษณะขี่ม้าบนเสาไม้พาด ให้แต่ละคนนั่งห่างจากจุดกลางของเสาไม้พาด ประมาณ ๑ เมตร หันหน้าเข้าหากัน และพยายามนั่งทรงตัวอยู่บนเสาไม้พาดให้ได้
๒. กรรมการจะให้สัญญาณเริ่มเล่น ผู้เล่นทั้ง ๒ คน จะต้องเขยิบเข้าหากันแล้วต่างชกต่อยกัน เช่นเดียวกับการชกมวยโดยทั่วไป เพื่อทำให้คู่ต่อสู้ตกจากไม้พาด
๓. ผู้เล่นคนใดสามารถชกต่อยให้อีกฝ่ายหนึ่ง ตกลงจากเสาไม้พาดได้ถือว่าเป็นผู้ชนะ ในครั้งเดียว
๔. รอบรองชนะเลิศหรือรอบ ๔ คนสุดท้าย ให้ทำการแข่งขัน ชกเอาผลการแข่งขัน ๒ ใน ๓ ยก จนถึงรอบชิงชนะเลิศ

————————————————————————————————————————————————————

วัวเทียมเกวียน

ผู้เล่น
ทีมๆละ 3คน ส่งเข้าแข่งขันได้ชุมชนละไม่เกิน จำนวน 2ทีม
อุปกรณ์
ไม่ใช้
วิธีการเล่น
๑. ผู้เล่นแต่ละทีมต้องไปยืนอยู่หลังเส้นเริ่ม ให้ผู้เล่น 2คน จับมือกันคนละข้าง คนหนึ่งใช้มือซ้าย และอีกคนหนึ่งใช้มือขวา หันหน้าไปทางเส้นชัย เป็นเกวียน อีกคนเป็นคนขี่โดยใช้ขาข้างใดก็ได้ที่ถนัดก้าวพาดแขนของเกวียนให้ยืนด้วยขาข้างเดียว มือทั้ง ๒ จับที่บ่าของเพื่อนทั้ง #

๒ คน
๒. เริ่มเล่นโดยผู้ตัดสินให้สัญญาณทุกทีมก็เริ่มออกวิ่งตามไปเพียงขาข้างเดียว ตลอดเส้นทางทีมใดไปถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ
๓. ถ้ามีทีมใดมือหลุดจากกันหรือล้ม ถือว่าเป็นผู้แพ้
กติกา
๑. ต้องให้คนขี่ ขี่ให้เรียบร้อยก่อนเกวียนจึงจะออกวิ่งได้
๒. คนขี่ไม่วิ่งหรือถูกลากไปถือว่าแพ้
๓. การแพ้ชนะเป็นหน้าที่ของผู้ตัดสินอย่างน้อย ๑ คน
๔. นักกีฬาหากมีทีมเข้าแข่งขันจำนวนมากจะมีรอบคัดเลือก

————————————————————————————————————————————————————

วิ่งเปี้ยว

ผู้เล่น
สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย โดยแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย มีผู้เล่นจำนวน ๑๐ คน แบ่งเป็น ชาย ๕ คน หญิง ๕ คน หรือมีผู้ชายได้ไม่เกิน ๕ คน ยืน วิ่ง สลับกันชายหญิง
อุปกรณ์
๑. ใช้ผ้าขนหนูเล็ก จำนวน ๒ ผืน
๒. เสาหลักขนาดเท่าเสาเรือน ๒ เสา ห่างกัน ๑๐ เมตร
วิธีการเล่น
๑. ผู้เล่นทั้ง ๒ ทีม ต้องยืนเป็นแถวเรียงหนึ่งอยู่ด้านหลังของเสาฝ่ายละต้น เยื้องมาทางด้านขวาของเสาเล็กน้อยหันหน้าเข้าหากัน ผู้เล่นคนแรกอยู่หัวแถวเป็นผู้ชายก่อน ให้ถือผ้าไว้ด้วยมือที่ถนัด
๒. เมื่อกรรมการให้สัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นคนแรกของทั้งสองฝ่ายออกวิ่งมายังเสาของฝ่ายตรงข้าม แล้ววิ่งอ้อมเสาทางซ้ายมือ วิ่งกลับมายังเสาเดิมของตนเอง
๓. พอวิ่งมาถึงเสาของตน ก็ส่งผ้าให้ผู้เล่นคนต่อไป ส่งกันเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไล่ใช้ผ้าตีทีมตรงข้าม ได้เมื่อส่งผ้าให้เพื่อนแล้ววิ่งต่อท้ายแถว
๔. ต่างฝ่ายต่างวิ่งให้เร็วที่สุด จะวิ่งกี่รอบก็ได้จนกว่าทีมใดใช้ผ้าตีฝ่ายตรงข้ามได้ จึงเป็นฝ่ายชนะ
๕. ขณะฝ่ายตรงข้ามกำลังวิ่งผ่านเสาของเราให้ยืนห่างจากเสาให้วิ่งผ่านไป ระยะห่าง ๑.๕ เมตร แล้วจึงขยับไปรอรับผ้าด้านหลังเสาเท่านั้น
กติกา
๑. ผู้เล่นแต่ละฝ่ายต้องละฝ่ายต้องรับผ้าในแนวหลังของเสานั้น จะรับหน้าเสาไม่ได้
๒. หากผ้าตกขณะส่งรับ ให้ผู้ส่งเก็บส่งให้แล้วเสร็จ หรือถือวิ่งแล้วตกก็ให้เก็บวิ่งต่อไปได้ด้วยตนเอง
๓. การรับส่งผ้าต้องมือต่อมือเท่านั้น
๔. ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามต้องไม่ขวางทางวิ่ง คู่ต่อสู้
๕. ผู้เข้าแข่งขันฝ่าฝืนกติกาจะถือว่าแพ้

————————————————————————————————————————————————————

ชักคะเย่อ

ผู้เล่น

หนึ่งทีมมีผู้เล่น ๑๐ คน แยกเป็นเพศชาย ๕ คน เพศหญิง ๕ คน หรือให้มีผู้ชายได้ไม่เกิน ๕ คน

อุปกรณ์

เชือกเส้นโตยาว ๒๐ เมตร

วิธีการเล่น

๑. การเล่นให้ผู้เล่นจับอยู่ในบริเวณที่กำหนดห้ามจับเชือกเกินเขตให้รวมนักกีฬา10 คน

๒. เมื่อกรรมการให้สัญญาณเริ่มเล่น ผู้เล่นทั้ง2 ทีม ดึงเชือกให้เครื่องหมายของฝ่ายตรงข้ามเข้ามาถึงเขตของตน ถือว่าเป็นฝ่ายชนะ

กติกา

๑. การแข่งขันรอบคัดเลือกใช้การแข่งขันครั้งเดียว ผู้ชนะเข้ารอบต่อไป
๒. รอบ4 ทีมสุดท้าย ใช้ผลการแข่งขัน ๓ ใน ๓ เกม ทีมใดชนะเข้ารอบชิงชนะเลิศ
๓. การแข่งขันจะต้องแข่งขันพร้อมกันทุกทีมในรอบนี้
๔. อนุญาตให้มีผู้ฝึกสอนเข้าได้ ๑  คน เท่านั้น
๕. หากทีมใดทำผิดกติกาถือว่าแพ้
๖. การตัดสินให้อยู่ในการควบคุมของกรรมการเท่านั้น

————————————————————————————————————————————————————

สะบ้าทอยคู่ (แข่งขันเดี่ยว)

ผู้เล่น

ให้แต่ละทีมส่งผู้เล่นหรือแข่งขันได้ทีมละไม่เกิน ๒ คน

อุปกรณ์
     ๑. ลูกสะบ้าทอย คนละ ๓ ลูก
๒. ลูกสะบ้าตั้ง คนละ ๒ ลูก
๓. ลูกสะบ้าตั้งห่างกัน ๗ เซนติเมตร
๔. สะทอยตั้งห่างกัน ๑๐ เมตร

วิธีการเล่น
๑. ผู้เล่นทั้ง ๒ ฝ่ายใครชนะการเสี่ยงให้เลือกเล่นก่อนหลัง ผู้เล่นจะถือลูกสะบ้าคนละ ๓ คน แล้วไปยืนอยู่หลังเส้นเริ่มหรือหลังสะบ้าตั้งหันหน้าเข้าหากัน
๒. ผู้เริ่มเล่นก่อนให้โยนให้ถูกสะบ้าตั้งของคู่แข่งขันให้ล้ม ๑ ลูกเท่านั้น แล้วโยนโต้กลับไปกลับมา ผลแพ้ชนะ อยู่ที่ว่าใครหมดก่อนกัน โดยโยนแล้วไม่ถูกลูกสะบ้าตั้งถือว่าแพ้ 1 กระดาน
๓.ต่อไปเริ่มเล่นโดยแบ่งลูกสะบ้ากันใหม่อีกคนละ 3 ลูกเท่าเดิม ฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ได้เล่นก่อน เรียกว่ากระด้านแก้โยนโต้กลับไปมาจนกว่าจะรู้แพ้รู้ชนะกันหากใช้ผลการชนะ ๒ ใน ๓ เกม ทีมใดชนะ ๑ กระดาน ให้เข้าแข่งขันรอบต่อไป

กติกา
       ๑.การแข่งขันอยู่ในการควบคุมของผู้ตัดสิน
๒.การทอยจะทอยลูกสะบ้าตั้งลูกใดก่อนก็ได้
๓.การโยนลูกสะบ้าจนกว่าจะหมด ใครหมดก่อนแพ้
๔.ผู้ชนะใช้ผลการแข่งขัน2 ใน 3 เกม
๕.หากมีลูกสะบ้าตั้งมีการเลื่อน เฉ เอียงให้จัดตั้งวางใหม่
๖.หากกโยนลูกสะบ้าตั้ง2 ลูกพร้อมกันถ้าว่าเน่าแพ้ 1 กระดาน
๗.การแข่งขันอยู่ในการควบคุมของผู้ตัดสิน

————————————————————————————————————————————————————

สะบ้ายิงหรือสะบ้าปั่น
ผู้เล่น
ทีมละ ๕ คน ไม่จำกัดเพศ สามารถเปลี่ยนตัวนักกีฬาได้ ก่อนส่งรายชื่อนักกีฬาเข้าแข่งขัน
อุปกรณ์
๑. ลูกสะบ้าตั้ง จำนวน ๕ ลูก แต่ละลูกห่างกัน ๕๐ เซนติเมตร
๒. ลูกสะบ้ายิงคนละ ๕ ลูก
๓. จุดนั่งยิงด้วยเข่าห้ามเกินเส้น ห่างจากลูกสะบ้าตั้ง ๒ เมตร
วิธีการเล่น
๑. ให้ผู้เล่นแต่ละทีมส่งเข้าแข่งขันจับสลากลำดับการแข่งขัน แล้วทำการแข่งขันตามรายชื่อ ตามลำดับต่อไป
๒. ให้ทีมที่แข่งขันนั่งยิงทีละคน ๆ ละ ๕ ลูก ให้ลูกสะบ้าตั้งล้ม ๑ ลูกจะได้ ๑ คะแนน นับคะแนนรวมกันทั้งหมด ๕ คน จะได้คะแนนมากเข้าร่วมต่อไป
๓. รอบ ๔ ทีมสุดท้าย ให้จับคู่แข่งขันดังนี้ ผู้มีคะแนนที่ ๑ จับคู่แข่งขันกับทีมที่มีลำดับที่ ๔ ใครมีคะแนนชนะเข้ารอบชิงชนะเลิศ ทีมที่มีคะแนนชนะที่ ๒ และที่ ๓ แข่งขันกัน ทีมใดได้คะแนนชนะเข้ารอบชิงชนะเลิศต่อไป
กติกา
๑. ผู้เล่นต้องมีลูกสะบ้ายิง ๕ ลูก และมีลูกสะบ้าตั้งจำนวน ๕ลูก ๕ ชุด เช่นกัน
๒. ทำการแข่งขันพร้อมกันนับคะแนนรวมกัน
๓. หากมีการยิงลูกสะบ้าแล้วลูกตั้งเอียง บิด ไม่ตรงจุดให้กรรมการจับตั้งจุดเดิมใหม่
๔. คะแนนรวมทีมใดได้มากเข้ารอบรองชนะเลิศ และเข้ารอบชิงชนะเลิศต่อไป
๕. การตัดสินของกรรมการถือเป็นการสิ้นสุดการแข่งขัน หากมีทีมใดไม่ปฏิบัติตามกติกาถือว่าเป็นทีมที่แพ้หรือถูกปรับแพ้

————————————————————————————————————————————————————

งูกินหาง
ความเป็นมา
งูกินหางเป็นเกมพื้นเมืองเก่า เล่นกันทุกภาคของประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ พบว่ามีการเล่นงูกินหางกันแล้วในงานตรุษสงกรานต์ ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ คำว่า “งู” ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “a snake” คำว่า “กิน” ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “to eat” และคำว่า “หาง” ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า “a tail” การเล่นงูกินหางเป็นการเล่นเลียนแบบชีวิตสัตว์ คือ เลียนแบบลักษณะท่าทางของงูที่มีลำตัวยาวเลื้อยคดไปคดมา นิยมเล่นในงานเทศกาล งานประจำปี และงานรื่นเริงต่างๆ ในสมัยก่อน
อุปกรณ์การเล่น หางงูที่ทำจากผ้าหรือกระดาษขมวดเป็นเกลียวยาวเท่าๆ กัน 2 หาง
สนามที่และสนามเล่น สถานที่เป็นพื้นที่โล่งราบเรียบ ขนาดประมาณ ๑๕ ? ๑๕ เมตร สนามเล่นทำเส้นเป็นวงกลมรัศมี ๖ เมตร
วิธีเล่น
๑. กำหนดผู้เล่นเป็น ๒ ทีมๆละ ๖ คน แต่ละฝ่ายยืนเป็นแถวตอนใช้มือจับเอวต่อกันไว้ ทั้งสองทีมยืนหันหน้าเข้าหากันอยู่คนละด้านของนอกวงกลม คนสุดท้ายของแต่ละทีมให้เหน็บหางไว้ด้านหลัง โดยให้หางโผล่ออกมาข้างนอกอย่างน้อย ๓๐ เซนติเมตร
๒. เมื่อได้สัญญาณเริ่มเล่น ให้หัวแถว (หัวงู) แต่ละฝ่านนำขบวนเดินเคลื่อนเข้าหากัน คนที่อยู่หัวแถวจะต้องพยายามหาทางเข้าแย่งหางของฝ่ายตรงข้าม ส่วนคนที่อยู่หางแถวต้องพยายามหลบหลีกไม่ให้ถูกแย่งหางออกจากตัวไปได้
๓. ทีมใดสามารถคว้าหางของฝ่ายตรงข้ามมาถือไว้ในมือได้ จะเป็นฝ่ายชนะ
กติกา
๑. ขณะเคลื่อนที่ไล่คว้าหางกันนั้น แต่ละทีมต้องระวังไม่ให้มือที่จับกันหลุดจากขบวน
๒. อนุญาตให้คนหัวแถวของแต่ละฝ่าย ใช้การแบมือเพื่อผลักดัน ปัด ป้องการแย่งของฝ่ายตรงข้ามได้ แต่จะต้องไม่กำมือ หรือชก ต่อย ทุบ ตี ทิ่ม แทง ต้องไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ ส่วนผู้เล่นคนอื่นๆ ในขบวนจะใช้มือผลักดัน ปัดป้องไม่ได้โดยเด็ดขาด
๓. ห้ามไม่ให้ผู้เล่นของแต่ละทีมใช้มือจับหางไว้ หรือใช้ชายเสื้อหรือสิ่งอื่นมาปกคลุมหางของทีมตนไว้
๔. ทีมใดมือที่จับต่อกันเป็นขบวนนั้นหลุดออกจากขบวนทั้งสองมือ หรือหางของทีมตนหลุดลงสู่พื้น หรือฝ่าฝืนกติกา จะถูกปรับเป็นฝ่ายแพ้
ช้อนมะนาว
ความเป็นมา
นิยมเล่นกันในจังหวัดกรุงเทพฯ และธนบุรีในสมัยเก่ามาก่อน แล้วจึงแพร่หลายไปอย่างจังหวัดต่างๆ จากหลักฐานพบว่ามีการเล่นแล้วในรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดังปรากฏหลักฐานว่ามีการเรียนการสอนวิชากายกรรมให้แก่นักเรียนนายร้อย เมื่อพ.ศ. ๒๔๔๙ โดยมีการสอนการเล่นเกมและกีฬาพื้นเมืองไทยหลายชนิดด้วยกัน หนึ่งในนั้นปรากฏชื่อกีฬาวิ่งช้อนมะนานวด้วย นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเล่นกีฬาที่คล้ายคลึงกับกีฬาช้อนมะนาวคือ มีการเล่นกีฬาที่ใช้ช้อนเป็นเครื่องมือในการเล่นอื่นๆด้วย ดังปรากฏในร.ศ. ๑๓๐ ในการกรีฑานักเรียนของโรงเรียนต่างๆ ในเมืองภูเก็ต เล่นได้ทุกโอกาสที่ว่าง
ผู้เล่น เล่นได้ทุกเพศทุกวัย จำนวนผู้เล่นตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป
อุปกรณ์การเล่น
๑. ช้อนขนาดเท่ากัน คนละ ๑ อัน
๒. มะนาวขนาดเท่ากัน คนละ ๑ ลูก
สถานที่เล่น บริเวณสนามหญ้าหรือลานกว้างทั่วไป โดยกำหนดเส้นเริ่มไว้ที่พื้นด้านหนึ่งของสนาม ห่างจากเส้นเริ่มเป็นระยะประมาณ ๔๐ – ๕๐ เมตร ให้ทำเส้นชัยขนานกับเส้นเริ่มไว้ที่พื้น
วิธีเล่น
๑. ผู้เล่นแต่ละคนถือช้อนไว้คนละ ๑ อัน ให้ช้อนมีผลมะนาววางอยู่คนละ ๑ ลูก ยืนอยู่ที่หลังเส้นเริ่มเป็นแถวหน้ากระดาน มีระยะห่างกันพอประมาณ
๒. เมื่อได้ยิรสัญญาณเริ่มเล่น ให้ผ็เล่นแต่ละคนวิ่งถือช้อนที่มีมะนาววางอยู่นั้นแข่งกันไปให้ถึงเส้นชัยโดยเร็วที่สุด
๓. ผู้เล่นคนใดไปถึงเส้นชัยก่อนคนอื่นจะเป็นผู้ชนะ
กติกา
๑. ขณะวิ่งแข่งขัน ถ้าผลมะนาวหล่นจากช้อนจะถือว่าผู้นั้นแพ้ บางท้องถิ่นอาจยอมให้เล่นต่อโดยวิ่งกลับไปยังเส้นเริ่มแล้วเริ่มเล่นจากเส้นเริ่มมาใหม่
๒. ระหว่างวิ่งแข่งขันห้ามผู้เล่นกลั่นแกล้งกัน ถ้าผู้เล่นคนใดกลั่นแกล้งผู้เล่นอ่นจะถือว่าแพ้
๓. ให้มีกรรมการ ๑ คน ทำหน้าที่ควบคุมการเล่นและตัดสินผลการแข่งขัน

————————————————————————————————————————————————————

แข่งว่าว
ความเป็นมา
แข่งว่าวเป็นกีฬาพื้นเมืองเก่าแก่ที่สุดชนิดหนึ่งที่เล่นกันโดยทั่วไปในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดอื่นๆ ในภาคกลาง เช่น กาญจนบุรี อ่างทอง ฉะเชิงเทรา เป็นต้น กีฬาแข่งว่าวเป็นลักษณะการเล่นแข่งขันว่าวอีกลักษณะหนึ่งที่มีลักษณะและวิธีการแตกต่างออกไปจากการแข่งขันว่าวโดยทั่วๆไป ซึ่งมักจะมีการแข่งว่าวเพื่อความสูงและการแข่งว่าวมีเสียง แต่การแข่งว่าวของจังหวัดสุพรรณบุรีจะมีลักษณะเป็นการแข่งขันชักว่าวให้มีขึ้นในระยะทางที่กำหนด และด้วยความยาวของด้ายหรือเชือกที่ใช้ชักที่จำกัดด้วย จึงเป็นการเล่นแข่งขันอีกลักษณะหนึ่งที่ชาวบ้านสมัยก่อนนิยมเล่นกันอย่างสนุกสนานโดยทั่วไป และมักจะจัดให้มีการแข่งขันกันในโอกาสงานรื่นเริงต่างๆด้วย กีฬาว่าวเป็นกีฬาพื้นเมืองเก่าแก่ที่มีการเล่นสืบทอดมาแต่โบราณ มีประวัติความเป็นมามากมาย จากหลักฐานพบว่ามีการเล่นว่าวมาตั้งแต่ครั้งสุโขทัย และเป็นที่นิยมสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันกีฬาว่าวเป็นกีฬาที่มีกฏระเบียบกติกาเคร่งครัด มีการแข่งขันหลายประเภท งการแข่งขันเพื่อความสนุกสนานและการแข่งขันในลักษณะว่าวพนัน มีรูปแบบที่เป็นกีฬาสากลไปมากแล้ว ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะกีฬาแข่งว่าวของภาคกลางที่ยังมีลักษณะเป็นกีฬาพื้นเมืองอยู่เท่านั้น ปัจจุบันการแข่งว่าวในลักษณะง่ายๆแบบพื้นเมืองของชาวภาคกลางไม่ค่อยเป็นที่นิยมกันแล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงและพัฒนาเป็นการแข่งว่าวในลักษณะกีฬาสากล เช่น ว่าวพนันจุฬากับปักเป้าไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังพบการเล่นว่าวเพื่อเป็นการผ่อนคลาย เป็นกีฬาเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน เล่นได้ทุกโอกาสที่ว่าง
ผู้เล่น เล่นไก้ทุกเพศทุกวัย จำนวนผู้เล่นตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป
อุปกรณ์การเล่น
๑. ว่าวชนิดเดียวกัน มีขนาดพอๆกัน คนละ ๑ ตัว
๒. ด้ายหรือเชือกสำหรับผูกว่าวชักให้ลอยในอากาศ ความยาวๆเท่าๆกัน คนละ ๑ ม้วน
๓. หลักเล็กๆ และธงเล็กๆจำนวน ๑ อัน สถานที่เล่น บริเวณสนามหญ้ากว้างใหญ่มีลมพัดแรง เช่น บริเวณทุ่งนา เป็นต้น กำหนดเส้นริ่มต้นเป็นเส้นยาว จากเส้นเริ่มตินเป็นระยะทางประมาณ ๕๐ – ๑๐๐ เมตร ปักหลักไว้ที่พื้นเป็นแนวยาว ขนานกับเส้นเริ่มเท่ากับจำนวนผู้เล่น ห่างจากหลักเป็นระยะทางประมาณ ๔๐ – ๕๐ เมตร ให้ปักธงไว้ตรงกับแนวกึ่งกลางของหลักจำนวน ๑ อัน
วิธีเล่น
๑. ผู้เล่นแต่ละคนถือว่าวพร้อมเชือกถูกว่าว ยืนเตรียมพร้อมอยู่หลังเส้นเริ่มเป็นระยะห่างกันพอประมาณ
๒. เมื่อได้สัญญาณเริ่มเล่น ให้ผ็เล่นแต่ละคนปล่อยว่าวของตนให้ลอยขึ้นในอากาศแข่งกันวิ่งชักว่าวให้ลอยอยู่ในอากาศจนสุดความยาวเชือกที่มีอยู่จากนั้นวิ่งนำเชือกไปผูกไว้กับหลักของตน เมื่อผูกเชือกเรียบร้อยแล้วให้รีบวิ่งไปคว้าธงมาถือไว้
๓. ผู้เล่นคนใดสามารถชักว่าวขึ้นในอากาศและวิ่งไปคว้าธงได้ก่อนโดยว่าวของตนไม่ตกดินจะเป็นผู้ชนะ
กติกา
๑. ว่าวแข่งขันและเชือกแข่งขัน ต้องมีขนาดและความยาวเท่ากันทุกคน
๒. ตลอดระยะเวลาแข่งขันเมื่อสามารถชักว่าวลอยอยู่ในอากาศได้แล้วต้องปล่อยจนสุดความยาวเชือกที่มีอยู่ และเมื่อผูกเชือกติดกับหลักจนวิ่งไปคว้าธงมาถือนั้น ว่าวจะต้องลอยอยู่ในอากาศตลอดเวลา ถ้าว่าวตกลงดินก่อนคว้าธงมาถือจะต้องกลับไปชักว่าวให้ลอยในอากาศใหม่ก่อนจึงจะวิ่งมาคว้าธงได้
๓. ให้มีกรรมการอย่างน้อย ๑ คน ทำหน้าที่ควบคุมการเล่นและตัดสินผลการแข่งขัน

————————————————————————————————————————————————————

แข่งเรือ
ความเป็นมา
แข่งเรือเป็นกีฬาพื้นเมืองเก่าแก่ชนิดหนึ่งของไทย ที่มีการเล่นสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ สันนิษฐานว่าน่าจะมีการเล่นแข่งเรือกันแล้วในสมัยสุโขทัย เพราะการศึกสงครามในสมัยก่อนมีทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งต้องใช้เรือเป็นพาหนะ ย่อมต้องมีการฝึกฝนการพายเรือ แข่งเรือด้วยแต่ไม่มีหลักฐานปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร จากฟลักฐานพบว่ามีการเล่นแข่งเรือกันแล้วในสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏในกฏมณเฑียรบาลเกี่ยวกับพระราชพิธีต่างๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้กล่าวถึงพระราชพิธีประจำเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นการอาษยุชพิธีนั้นจะมีพิธีแข่งเรือด้วย นอกจากนี้ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ ยังได้กล่าวถึงการเล่นแข่งเรือของชาวบ้านในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมักมีการเล่นการพนันปะปนอยู่ด้วยและเป็นการเล่นที่นิยมกันมากในสมัยนั้นทีเดียว
การเล่นแข่งเรือนับว่าเป็นกีฬาพื้นเมืองที่นิยมเล่นสืบทอดต่อเนื่องกันมาโดยตลอด แม้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็ปรากฏหลักฐานว่ามีการเล่นแข่งเรือกันเป็นประจำเสมอมา เช่น ในสมัยรัชกาลที่ ๒ เมื่อครั้งทรงโปรดให้ปรับปรุงพระราชวัง มีการขุดสระภายในพระราชวังใน พ.ศ. ๒๓๖๑ ก็ทรงโปรดให้มีการแข่งเรือในครั้งนั้นด้วย ในสมัยรัชกาลที่ ๕ การแข่งเรือเป็นกีฬาที่เล่นกันอย่างแพร่หลาย เมื่อมีชาวต่างชาติมาเยี่ยมเยือนก็ได้จัดการเล่นแข่งเรือให้พวกชาวต่างชาติชมด้วย ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งความว่า
“เยนวันนี้มีกานแข่งนาวา ที่กรงน่าตำหนักแพแม่น้ำใหญ่
เรือที่นั่งกราบสี่เอกไชย มาพายให้เจ้าฝรั่งเขานั่งดู”
(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว, ๒๔๕๖ : ๑๕)
การเล่นแข่งเรือคือของชาวบ้านในภาคกลางสมัยก่อนมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการทำบุญทำกุศล คือ ชาวบ้านจะเล่นกันในเทศกาลทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือน ๑๐ – ๑๒ ซึ่งระยะนี้จะเป็นช่วงฤดูน้ำมาก ชาวบ้านที่อยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำจะใช้เรือเป็นพาหนะเมื่อมีงานพิธีทำบุญจะมีการแห่แหนกันทางนั้นเพื่อนำองค์กฐิน องค์ผ้าป่าไปยังวัด เมื่อเสร็จพิธีทางศาสนาแล้วก็จะมีการเล่นแข่งเรือกัน ซึ่งถือกันว่าผู้ที่ร่วมแข่งขันจะได้บุญอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้การเล่นแข่งเรือยังมีการเล่นเพื่อจุดมุ่งหมายอีกหลายประการ เช่น บางท้องถิ่นจะจัดให้มีการแข่งเรือในงานทำบุญไหว้พระประจำปีของแต่ละท้องถิ่น บางแห่งจะมีการแข่งเรือเพื่อเป็นการบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือ บางแห่งจัดให้มีการเล่นแข่งเรือในงานเทศกาลสนุกสนานรื่นเริงต่างๆ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การแข่งเรือมักนิยมจัดให้มีการเล่นเฉพาะในฤดูน้ำมากเท่านั้น การเล่นแข่งเรือของชาวบ้านสมัยก่อนในภาคกลางมักจัดเป็นประเพณีประจำปี และมีการเล่นเป็นที่แพร่หลายแทบทุกจังหวัด เช่น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ กาญจนบุรี กรุงเทพฯ จันทบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี สิงห์บุรี และนครสวรรค์ เป็นต้น ไม่เพียงแต่ภาคกลางเท่านั้นที่นิยมเล่นการแข่งเรือ แต่ภาคอื่นๆทุกๆภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ก็ล้วนมีการแข่งเรือเป็นเทศกาลสำคัญของแต่ละภาคทั้งสิ้น อาจกล่าวได้ว่าการแข่งเรือเป็นกีฬาพื้นเมืองของชาติไทยโดยแท้ก็ว่าได้เพราะมีการเล่นเป็นที่ยอมรับว่ามีความสำคัญในทุกๆภาคของประเทศ ในปัจจุบันการเล่นแข่งเรือยังมีเล่นกันอยู่โดยทั่วไป
โอกาสที่เล่น
เล่นกันในโอกาสงานทำบุญต่างๆ เช่น งานเข้าพรรษา งานออกพรรษา ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า งานไหว้พระ และงานรื่นเริงต่างๆ มักจัดให้มีการแข่งเรือกันในช่วงฤดูน้ำมาก โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเรื่อยไป และจัดกันมากขึ้นในช่วงราวเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม
ผู้เล่น
เล่นได้ทั้งชายและหญิง ส่วนมากจะเล่นกันในหมู่ผู้ใหญ่ โดยจะจัดผู้เล่นเป็นชุดหรือเป็นทีมประจำเรือแต่ละลำ จำนวนผู้เล่นแต่ละทีมจะมากน้อยแล้วแต่ละจะตกลงกัน และขึ้นอยู่กับขนาดของเรือที่จะใช้แข่งขัน แต่มักจัดผู้เล่นแต่ละทีมให้มีจำนวนผู้เล่นทั้งหญิงและชายพอๆกัน บางท้องที่อาจจัดแข่งขันในระหว่างทีมชายกับทีมหญิง ซึ่งฝ่ายทีมชายมักจะต่อจำนวนให้ผู้เล่นทีมหญิงมีจำนวนมากกว่า เป็นต้น นิยมเล่นทีมละตั้งแต่ ๒ – ๓ คนขึ้นไป
อุปกรณ์การเล่น
๑. เรือพายที่มีขนาดเล็กใหญ่ตามแต่จะตกลงกัน ชนิดของเรือที่ใช้แข่งขันกันมีหลายประเภท เช่น เรือแจว เรือบด เรือเพรียว เรือเข็ม เรือยาว เรือเผ่นม้า เรือมาด และเรือสำปั้น เป็นต้น มักจะใช้เรือที่มีชนิดและประเภทเดียวกันเข้าแข่งขันกัน จำนวนทีมละ ๑ ลำ
๒. พายสำหรับใช้พายเรือ มีขนาดใกล้เคียงกัน คนละ ๑ อัน
สถานที่เล่น
เล่นในแม่ย้ำลำคลอง บึง ทะเลสาบหรือบริเวณที่มีแหล่งน้ำกว้าง โดยจะกำหนดให้มีแนวยาวเป็นทุ่นหรือปักธงไว้ที่ริมตลิ่งเป็นแนวตรงและเป็นแนวยาวกั้นทั้งสองฝั่งเพื่อเป็นเส้นเริ่ม จากเส้นเริ่มเป็นระยะห่างตามแต่จะตกลงกัน (โดยมากมักแข่งกันเป็นระยะทางตั้งแต่ ๒๐๐ เมตรขึ้นไป) จะกำหนดแนวยาวโดยใช้ทุ่นหรือปักธงไว้ที่ริมตลิ่งทั้ง ๒ ด้าน เพื่อเป็นแนวเส้นชัย
วิธีเล่น
๑. เมื่อตกลงกันแล้วว่าเรือทีมใดจะแข่งกับทีมใด อาจมีจำนวนตั้งแต่ ๒ ลำขึ้นไปถึงหลายๆลำ ให้เรือแต่ละลำไปเตรียมพร้อมอยู่ที่เส้นเริ่ม หันหัวเรือไปทางเส้นชัย แต่ละลำให้มีระยะห่างกันพอสมควร
๒. เมื่อกรรมการให้สัญญาณเริ่มแข่งขัน ให้ผู้เล่นของเรือแต่ละลำช่วยกันพายเรือของตนไปให้ถึงเส้นชัยโดยเร็วที่สุด
๓. เรือลำใดไปถึงเส้นชัยก่อนจะเป็นผู้ชนะ
๔. บางท้องถิ่นจะใช้ธงติดทุ่นลอยไว้กลางแนวเส้นชัย เรือลำใดพายไปถึงธงและคว้าธงไว้ได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ
๕. บางท้องถิ่นจะใช้เรือยาว ซึ้งต้องใช้คนพายมาก ๒๐ – ๔๐ คน เรียกว่า “แข่งเรือยาว” จะมีคนหนึ่งคอยให้จังหวะในการพาย มีการตีกรับ เคาะไม้ตีกลองเป็นจังหวะ เพื่อให้ทุกคนในเรือพายโดยพร้อมเพรียงกัน เป็นที่สนุกสนานครื้นเครงโดยทั่วกัน
กติกา
๑. ก่อนเริ่มเล่นเรือทุกลำจะต้องลอยลำให้หัวเรือเสมอกันที่แนวเส้นเริ่ม
๒. ระหว่างพายแข่งขันกันห้ามผู้เล่นของเรือแต่ละลำกลั่นแกล้งเรือลำอื่น
๓. ระหว่างพายแข่งขันกัน เรือลำใดจมระหว่างทางจะถือว่าหมดสิทธิจากการแข่งขัน และเรือลำใดฝ่าฝืนกติกาจะถือว่าหมดสิทธิในการแข่งขันเช่นกัน
๔. ให้มีกรรมการอย่างน้อย ๒ คน ทำหน้าที่ควบคุมการแข่งขันที่เส้นเริ่มและเส้นชัย และตัดสินผลการแข่งขัน

————————————————————————————————————————————————————

กระโดดเชือก
ความเป็นมา
ในสมับโบราณกีฬากระโดเชือกมีการเล่นอยู่ ๒ วิธี คือ กระโดดเชือกเดี่ยวและกระโดดเชือกหมู่ ในปัจจุบันมีการเล่นกระโดดเชือกพลิกแพลงท่าต่างๆ และวิธีกระโดดหลากหลายแบบเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก จากหลักฐานพบว่ามีการแข่งขันวิ่งกระโดดเชือกเดี่ยวเป็นระยะทาง ๔๐๐ เมตร ในการแข่งขันกีฬาของกระทรวงธรรมการ ในพ.ศ. ๒๔๗๒ และมีการแข่งขันวิ่งกระโดดเชือกหมู่ (หมู่ละ ๕ คน ให้เป็นคนถือเชือก ๒ คน กระโดด ๓ คน โดยใช้เชือกยาว ๖ เมตร นับครั้งกระโดดเป็นเกณฑ์) ในการแข่งขันกีฬานักเรียนของมณฑลนครศรีธรรมราช ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ปัจจุบันกีฬากระโดดเชือกยังเป็นที่นิยมเล่นอยั่วไปทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ผู้ใหญ่มักเล่นกระโดดเชือกเพื่อเป็นการออกกำลังกาย ส่วนเด็กเล่นเป็นการสนุกสนาน
ผู้เล่น
เล่นได้ทั้งเพศชายและหญิง ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก เล่นได้ตั้งแต่จำนวนผู้เล่น ๒ คนขึ้นไป
อุปกรณ์การเล่น
๑. กระโดดเชือกเดี่ยว อุปกรณ์ที่ใช้ คือ เชือกขนาดโตเท่าปลายนิ้วก้อยและยาวประมาณ ๒ เมตรเศษ จำนวนแล้วแต่จะตกลงกัน
๒. กระโดดเชือกหมู่ อุปกรณ์ที่ใช้ คือ เชือกขนาดโตเท่านิ้วชี้ ยาวประมาณ ๘-๑๐ เมตร จำนวน ๑ เส้น
สถานที่เล่น
บริเวณลานกว้างทั่วไป เช่น ลานบ้าน ลานวัด เป็นต้น ไม่มีการกำหนดขอบเขตสนามเล่นว่าจะเป็นรูปแบบเช่นใด มีที่ว่างพอเล่นเป็นใช้ได้
วิธีเล่น
๑. การเล่นกระโดดเชือกเดี่ยว
๑.๑ ผู้เล่นแต่ละคนผลัดกันกระโดดเชือก โดยผู้เล่นถือปลายเชือกไว้ข้างละมือ งอศอกเล็กน้อย ให้กลางเชือกห้อยอยู่ข้างหลัง แล้วแกว่งเชือกให้ข้ามศรีษะ จากหลังมาหน้า เมื่อกลางเชือกตบกระทบพื้นให้กระโดดขึ้นเพื่อให้เชือกลอดใต้เท้าไปทางด้านหลัง และเหวี่ยงข้ามศรีษะตามแรงเหวี่ยงของเชือกมาด้านหน้าใหม่ ทำเช่นนี้ต่อเนื่องเรื่อยไป
๑.๒ ผู้เล่นคนใดกระโดดได้จำนวนครั้งมากที่สุด โดยเชือกไม่ติดจเป็นผู้ชนะ หรืออาจตกลงกันว่าภายในเวลาที่กำหนดผู้เล่นคนใดกระโดดได้จำนวนครั้งมากที่สุดเป็นผู้ชนะ การกระโดดเชือกโดยไม่ติดนั้นหมายความว่าในการกระโดดเชือกจะต้องแกว่งข้ามศรีษะลงมาเท้าต่อเนื่องโดยตลอด ถ้าเชือกสะดุดหรือติดเท้าหรืออวัยวะร่างกายส่วนต่างๆ จนต้องเริ่มแกว่งเชือกเพื่อกระโดดใหม่ จะถือว่าเป็นการกระโดดติด ส่วนจำนวนครั้งหมายถึง การแกว่งเชือกข้ามศรีษะและกระโดดข้ามเชือกได้ครั้งหนึ่งจะนับเป็นหนึ่งครั้ง
๒. การเล่นกระโดดเชือกหมู่
๒.๑ ผู้เล่นทั้งหมดตกลงให้ผู้เล่น ๒ คน เป็นคนแกว่งเชือกก่อน โดยผู้เล่นแต่ละคนจับปลายเชือกคนละด้าน ยืนห่างกันพอให้กลางเชือกตกเรี่ยดิน ผู้เล่นคนอื่นๆที่เหลือยืนอยู่นอกแนวแกว่งเชือก
๒.๒ เริ่มเล่นโดยให้ผู้ถือเชือกทั้งสองเริ่มแกว่งเชือกขึ้นลงกลางเชือกจะแกว่งขึ้นด้านหนึ่ง และลงเฉียดพื้นทางอีกด้านหนึ่งเป็นรูปวงกลมเรื่อยไป ผ้เล่นคนอื่นๆจะยืนอยู่ทางด้านที่เชือกลงพื้น พอเห็นเชือกแกว่งดีแล้ว ผู้เล่นแต่ละคนจะหาโอกาสวิ่งเข้าไปในแนวที่เชือกแกว่งเป็นวงกลมตรงบริเวณที่กลางเชือกกระทบหรือเฉียดพื้น แล้วกระโดดข้ามเชือกเมื่อเชือกลงสู่พื้น กระโดดได้คนละ ๑๐ ครั้ง หรือตามแต่จะตกลงว่ากระโดดกี่ครั้ง แล้วก็วิ่งออกจากแนวที่เชือกแกว่ง โดยวิ่งออกทางด้านที่เชือกขึ้นจากพื้น สลับกันเช่นนี้เรื่อยไป
๒.๓ ผู้เล่นคนใดกระโดดติดจะถือว่าแพ้ ต้องเปลี่ยนไปเป็นคนแกว่งเชือก และให้คนแกว่งเชือกมากระโดดข้ามเชือกบ้าง ผ้เล่นคนใดกระโดดติดมากครั้งกว่าคนอื่นจะถือว่าแพ้ในการเล่นครั้งนั้น ส่วนผู้เล่นที่ไม่เคยกระโดดติดเลย หรือกระโดดติดน้อยที่สุดจะถือว่าเป็นผู้ชนะ
๒.๔ การแข่งขันอาจเปลี่ยนวิธีการเล่นให้ยากขึ้นได้ตามแต่จะตกลงกัน เช่น ให้ผู้เล่นวิ่งเข้าทางเชือกที่แกว่งขึ้น ให้ยืนเท้าเดียวเวลากระโดด แกว่งเชือกอย่าให้กลางเชือกถูกพื้น ให้สูงจากพื้นประมาณ ๑ คืบ หรือให้ผู้เล่นวิ่งเข้ากระโดดพร้อมๆกันทั้งทีมก็ได้ ส่วนวิธีการเล่นอื่นๆเหมือนเดิม
กติกา
๑. กติกากระโดดเชือกเดี่ยว ถ้ากระโดดติดเมื่อใดจะถือว่าตาย หากเป็นการกระโดดครั้งเดียวก็จะหมดสิทธิการเล่นเลยและรู้ผลแพ้ชนะทันที แต่หากเป็นกระโดดภายในเวลาที่กำหนดสามารถกระโดดขึ้นใหม่ได้ทันทีและนับจำนวนครั้งต่อเนื่องกัน
๒. กติกาการกระโดดเชือกหมู่ ผู้เล่นคนใดหรือฝ่ายใดกระโดดติดจะถือว่าแพ้ และหมดสิทธิในการเล่น ต้องเปลี่ยนไปเป็นฝ่ายแกว่งเชือกบ้าง โดยสลับสับเปลี่ยนหรือผลัดกันระหว่างคนในฝ่ายของตน หรืออื่นๆตามแต่จะตกลงหันก่อนเล่น
๓. ให้ผู้เล่นตัดสินกันเอง

————————————————————————————————————————————————————

ขาโถกเถก
ความเป็นมา
ขาโถกเถกเป็นกีฬาพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมเล่นกันมากในจังหวัดสกลนคร ศรีษะเกษ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา บางท้องถิ่นเรียกว่าเดินโถกเถก คำว่า โถกเถก หมายถึง ไม้ที่ต่อขาสำหรับเดิน กีฬาขาโถกเถกสันนิษฐานว่ามีการเล่นมานานแล้ว แต่ไม่สามารถหาหลักฐานมาอ้างอิงได้ แต่อย่างน้อยพบว่า มีการเล่นกันมาตั้งแต่สมัยรัชการที่ ๖ ในสมัยนั้นเรียกว่าเดินต่อเท้าสูงจากพื้น กีฬาขาโถกเถกเป็นการเลียนแบบการแก้ไขในชีวิตประจำวันของคนภาคอีสานสมัยก่อน ซึ่งนิยมเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย เป็ด ไก่ ไว้ใต้ถุนบ้าน จึงมีขี้ควาย ขี้เป็ด ปะปนอยู่บนดิน จึงใช้ขาไม้ต่อให้สูงขึ้น เพื่อใช้เดินผ่าน
ผู้เล่น
เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ นิยมเล่นกันในหมู่ผู้ชายไม่จำกัดจำนวนผู้เล่น
อุปกรณ์การเล่น
ไม้ยาวมีกิ่งไม้ หรือขั้นสำหรับเหยียบได้ ยื่นออกมาจากไม้
สถานที่เล่น
บริเวณลานกว้างทั่วไป ส่วนมากเล่นกันตามลานวัด ลานบ้าน หรือสนามของโรงเรียน โดยกำหนดให้มีเส้นเริ่มต้นและเส้นชัย ห่างกันประมาณสามสิบเมตร
ขี้หนอน
ความเป็นมา
ขี้หนอนเป็นกีฬาพื้นเมืองของจังหวัดร้อยเอ็ดและมหาสารคาม เป็นการวิ่งไล่แตะกันโดยสมมุติให้คนหนึ่งเป็นหนอน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เพราะหนอนบางชนิดเมื่อไปถูกเข้าจะเกิดอาการคันหรือเจ็บปวดได้
ผู้เล่น เล่นกันในหมู่เด็ก ๆ ทั้งชายและหญิง ไม่จำกัดจำนวนเล่น
อุปกรณ์ ไม่ใช้
สถานที่เล่น บริเวณสนามกว้าง เช่น ตามลานวัด สนามโรงเรียน ลานบ้าน หรือชายทุ่ง โดยกำหนดขอบเขตสนามเด็กเล่นเป็นวงกลมขนาดโตพอเหมาะที่ผู้เล่นจะวิ่งไล่ได้สะดวก
ขี่ช้างฟันกัน
จำนวนผู้เล่น : ๖ คนขึ้นไป (๘คนขึ้นไป จั่งสิม่วน) สถานที่และการเตรียม : เดิ่นขี้ดิน หรือสนามหญ้า วิธีการเล่น : ทั้งสองฝ่าย แต่ละฝ่ายให้คัดเลือกหา ผู้ที่เป็นพระราชา หรือผู้ที่สิขี่ช้าง ๑ คน ผู้ที่เป็นช้าง ๒ คน แล้วกะที่เหลือ เป็นผู้ติดตามพระราชา คอยประคองพระราชา บ่ให้ตกช้าง หลังจากนั้น สำหรับผู้ที่เป็นช้าง ๒ คน คนหนึ่งนั่งหยิ่งย่อ หรือนั่งยองๆ ลงทางหน้า อีกคนหนึ่ง นั่งหยิ่งย่อทางหลัง เด่มือไปจับบ่าคนทางหน้า จากนั้น พระราชา กะขึ้นขี่ช้าง โดยขึ้นไปนั่งเทิงแขนของผู้ทางหลัง โดยมีผู้ติดตามคอยประคองโต ประคองขาอยู่ทั้งสองข้าง… เรียบร้อยแล้ว คน๒คนที่เป็นช้าง กะค่อยๆ ลุกยืนขึ้นพร้อมกัน เตรียมพร้อมที่สิชนช้าง ทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้ว ช้างกะย่างเข้าหากัน ไปยืนประชิดกัน ดันกันไปมา เพื่อให้อีกฝ่ายเสียหลักเซซวนล้ม…. พระราชาที่นั่งอยู่เทิงหลังช้าง กะใช้ฝ่ามือแทนดาบ ฟันกัน รบกันเทิงหลังช้าง ผลักกันนำ ยู่กันนำ เพื่อให้อีกฝ่ายตกจากหลังช้าง…. ผู้ติดตามพระราชา กะคอยประคอง คอยยกดันพระราชา บ่ให้ตกช้าง ฝ่ายใด ตกจากหลังช้างก่อน หรือช้างมือหลุดจากกันจนกองทัพแตกกระจายก่อน ฝ่ายนั้นกะแพ้ … แล้วกะเริ่มเล่นรอบใหม่ โดยคัดเลือกหาพระราชา หาช้าง หาผู้ติดตาม สลับกันไปเรื่อยๆ กติกา : เล่นม่วน ๆ บ่มีกติกาหยังหลาย ที่สำคัญ ห้ามฟันกันอีหลี ให้เฮ็ดเล่นๆ ใช้วิธีผลักดันกัน จั่งค่อยบ่เจ็บ

หนอนวงหนอนวง
จำนวนผู้เล่น : สี่คนขึ้นไปสถานที่และการเตรียม :เดิ่น หรือบริเวณกว้างๆ จักหน่อย ….เอาตีน หรือเอาไม้ขีด เป็นวงกลมใหญ่ ประมาณคนเล่นเข้าไปยืนอยู่ได้ ขึ้นหนึ่งวง โดยประมาณจาก สมมติหนอนแล่นอ้อมวง เด่มือเข้าไปในวง สามารถสิแต้มเอาคนในวงได้ (เพราะว่า ถ้าวงใหญ่เกินไป หนอน กะบ่สามารถแต้มคนในวงได้ ถ้าวงน้อยเกินไป กะบ่มีหม่องสิแล่นหลบ แค่เด่มือเข้าไป กะแต้มได้แล้ว)วิธีการเล่น :หนอน ยืนอยู่นอกวง ผู้เล่นที่เหลือ เข้าไปอยู่ในวง จากนั้น หนอนกะแล่นตามเส้น พยายามเด่มือเข้าไปในวง เพื่อที่สิแต้มเอาคนในวง พอคนในวงถอยหลบ กะสิไปแข่นอยู่อีกฟากหนึ่ง หนอนกะแล่นอ้อมไปฟากนั้น เพื่อที่สิแต้มเอา …แล่นวนไป วนมา จนกว่าสิแต้มไปได้
กติกา :• หนอน ต้องแต้มถืกผู้อื่น จั่งสิพ้นความเป็นหนอน• ผู้ที่ถืกหนอนแต้ม ต้องกลายเป็นหนอนแทน• หนอน เหยียบเส้นได้ แต่เอาตีน หรือว่าขาเข้าในวงบ่ได้ เด่เข้าไปได้ เฉพาะแขน ท่อนั้น• ผู้เล่นที่อยู่ในวง ถ้าหลุดออกนอกวง ถือว่า “ ลุ่น ” หรือผิดกติกา ต้องกลายเป็นหนอน ทันที
เป่ากบอุปกรณ์ ๑. ยางวง (ยางเส้น) วงใหญ่ หรือวงเล็กก็ได้ แล้วแต่ความชอบและความถนัด ๒. ผู้เล่นจำนวนตั้งแต่ ๒ คน หรือมากกว่า เล่นทั้งเด็กชายและเด็กหญิงบางครั้งอาจเล่นเป็นทีมก็ได้ ๓. สถานที่ เช่น พื้นซีเมนต์ พื้นกระดาน หรือพื้นโต๊ะ วิธีการเล่น เป่ากบเป็นการเล่นอย่างหนึ่งของเด็ก เล่นกันทั้งเด็กชายและหญิง ผู้เล่นมีจำนวน ๒ คน หรือเป็นทีมก็ได้ สถานที่เล่น ในที่ร่ม ใช้พื้นที่เรียบ ๆ เช่น พื้นซีเมนต์ พื้นกระดาน หรือพื้นโต๊ะ ซึ่งผู้เล่นจะเอายางเส้น (ยางวง) จะเป็นวงเล็กหรือวงใหญ่ หรืออาจจะเป็นวงสีต่าง ๆ อยู่ที่ความชอบ ได้แก่ สีเขียว สีแดง สีน้ำตาล เป็นต้น นำมาวางบนพื้นคนละ ๑ เส้น ให้อยู่ห่างกันประมาณ ๑ ฟุต ผู้เล่นจะผลัดกันเป่ายางเส้น (ยางวง) ของตนไปข้างหน้าทีละน้อย ๆ จนยางเส้นทั้งสองมาอยู่ใกล้กันผุ้เล่นคนใดเป่าให้ยางเส้นของตนไปทับยางเส้นของฝ่ายตรงข้ามได้ก็จะเป็นผู้ชนะ ฝ่ายแพ้จะต้องจ่ายรางวัลให้กับผู้ชนะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นยางเส้น (ยางวง) แต่อาจให้รางวัลอื่น ๆ ก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน โอกาสหรือเวลาที่เล่น การเล่นเป่ากบของเด็ก ส่วนใหญ่เล่นกันในเวลาที่ว่าง และมีอุปกรณ์พร้อมที่จะเล่นกันทั้งสองฝ่ายโค้งตีนเกวียนในการเล่นจะมีคนยืนสลับกับคนนั่งเป็นวงกลมคล้ายล้อเกวียน พวกที่นั่งจะเอาเท้ายันกันไว้ตรงกลางคล้ายดุมเกวียนและเอามือจับคนที่ยืน โดยจะเดินไปรอบๆ เป็นวงกลม กลุ่มนั่งจะนั่งให้ก้นลอยพ้นพื้นประมาณหนึ่ง จากนั้นจะหมุนตามโดยใช้เท้าที่ยันกันไว้เป็นศูนย์กลาง หากกลุ่มที่นั่งทำมือหลุดก็จะถือว่าเป็นฝ่ายแพ้ ต้องเปลี่ยนให้คนที่ยืนมาเป็นฝ่ายนั่งแล้วค่อยเล่นต่อ การเล่นโค้งตีนเกวียนจะนิยมเล่นกันเกือบทุกโอกาสโดยเฉพาะในช่วงที่มีเทศกาลตรุษสงกรานต์ บุญข้าวสาก เป็นต้นขาโถกเถกอุปกรณ์ขาโถกเถก ทำด้วยไม้ไผ่ยาวประมาณ ๒-๓ เมตร จำนวน ๒ ท่อน จากนั้นเจาะรูเพื่อทำขาสำหรับวางเท้า เมื่อขึ้นยืนแล้วเดินไปโดยให้มีความสูงตามต้องการที่เหมาะกับความสามารถในการทรงตัวของผู้เล่น การเจาะรูนั้นต้องตรงกันกับไม้ทั้ง ๒ และทำให้แข็งแรงมั่นคงวิธีการเล่น๑. การเริ่มต้น ผู้เล่นจะขึ้นไปยืนบนขาโถกเถก๒. เดินแข่งกัน โดยไม่ให้ตกลงมาหรือเสียการทรงตัว๓. การสิ้นสุดการเล่น ใครที่เดินนานมีระยะทางไกลกว่าหรือถึงเส้นชัยก่อน โดยที่ไม่ตกเลยจะเป็นผู้ชนะ
หมากดึงจำนวนผู้เล่น   ไม่จำกัดจำนวน แต่ให้ครบคู่วิธีเล่นขีดเส้นสองเส้น ระยะห่างกัน ๕ – ๖ เมตร เป็นเส้นเขตแดน ให้คนเล่นจับคู่ซึ่งมีขนาดไล่เรี่ยกันแล้วยืนเป็นแถว ห่างจากเส้นเขตแดนของตน ๒ เมตร พอเริ่มเล่น ทั้งสองฝ่ายต้องรี่เข้าหากันเป็นคู่ ๆ

แล้วพยายามฉุด หรือดึง หรืออุ้มอีกฝ่ายหนึ่งเข้าแดนของตนให้ได้ ถ้าผู้ใดเห็นพวกของตนถูกฉุดจวนจะ
ถึงแตนของฝ่ายตรงกันข้ามแล้ว ก็สามารถเข้าช่วยแย่งตัวเพื่อนคืนได้ คนที่ถูกฉุดเข้าไปอยู่ในแดนของ
ฝ่ายตรงกันข้ามแล้วถือว่าตาย ผู้ที่ฉุดคนได้แล้วออกไปช่วยพวกของตนได้

เมื่อหมดเวลาเล่น พวกใดมีคนเหลือมาก พวกนั้นชนะ และได้ขี่หลังพวกแพ้จากแดนของผู้แพ้มายัง
แดนของตนตามคู่เดิมที่จับกันไว้

————————————————————————————————————————————————————

กระต่ายขาเดียว

ความเป็นมา

กระต่ายขาเดียวเป็นกีฬาพื้นเมืองที่นิยมเล่นกันมากในภาคเหนือ เช่นที่จังหวัดเชียงใหม่เชียงราย (คณะอนุกรรมการเผยแพร่เอกลักษณ์ของไทย, ๒๕๒๖) สันนิษฐานว่าเป็นการเล่นเลียนแบบพฤติกรรมของสัตว์ คือ กระต่ายที่ได้รับบาดเจ็บที่ขา และต้องกระโดดด้วยอาการทุลักทุเล ปกติกระต่ายจะมีอยู่ชุกชุมในแถบชนบทของภาคเหนือในสมัยก่อน ชาวบ้านมักออกป่าล่ากระต่ายมาเป็นอาหาร โดยการใช้หน้าไม้บ้าง ปืนบ้าง หนังสติ๊กบ้าง ยิงกระต่าย หากยิงถูกลำตัวก็อาจถึงตายทันที แต่หากยิงถูกบริเวณขาบาดเจ็บ กระต่ายก็จะกระโจนหนีด้วยเท้าที่เหลือ ซึ่งเป็นลักษณะที่ทุลักทุเลเต็มที ชาวบ้านก็จะชวนกันวิ่งไล่จับกระต่าย ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มมีการเล่นกระต่ายขาเดียวมาตั้งแต่เมื่อสมัยใด แต่พบว่ามีการเล่นที่มีชื่อคล้ายกัน แต่มีวิธีเล่นแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น การเล่นกระต่ายติดแร้วนะ พบว่ามีการเล่นกันแล้วในสมัยรัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อน พ.ศ. ๒๔๘๐  (กรมพลศึกษาม, ๒๕๒๕ : ๒๑) นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเล่นในลักษณะกระโดดขาเดียวไล่จับกันอีกหลายชนิดตั้งแต่ก่อนสมัยรัชกาลที่ ๗ แล้ว จึงน่าจะเชื่อได้ว่ากีฬากระต่ายขาเดียวน่าจะมีการเล่นกันแล้วในสมัยรัชกาลที่ ๗ นอกจากนี้ยังพบว่ากีฬากระต่ายขาเดียวไม่เพียงนิยมเล่นกันในภาคเหนือ แต่ยังนิยมเล่นกันในภาคอื่นๆของประเทศด้วย เช่น ภาคกลาง (Wanni, W.A., ๑๙๗๓ : ๑๗๗-๑๗๘) เป็นต้น

        ผู้เล่น

เล่นได้ทั้งคนหนุ่มสาวและเด็ก ทั้งชายและหญิง นิยมเล่นเป็นกลุ่มโดยแบ่งผู้เล่นเป็น ๒ พวกๆละประมาณ ๔-๕ คนเท่าๆกัน

อุปกรณ์การเล่น

        ไม่ใช้

        สถานที่เล่น

บริเวณลานกว้างทั่วไป เช่น ลานบ้าน ลานวัด สนามเล่นในโรงเรียนและที่กว้างอื่นๆโดยเขียนเส้นบนพื้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ๕x๖ เมตร และวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕-๖ เมตร

วิธีเล่น
๑. ให้ผู้เล่นทั้ง ๒ พวก ตกลงกันว่าพวกใดจะเป็นฝ่ายรับก่อนหรือเป็นฝ่ายรุกก่อน ฝ่ายรับจะต้องเข้าไปยืนอยู่ภายในสนามเล่น เป็นฝ่ายหนี ส่วนฝ่ายรุกจะยืนอยู่นอกสนามเล่นด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะถือว่าด้านนั้นเป็นทางเข้า ฝ่ายลุกจะเป็นฝ่ายไล่หรือเรียกว่าเป็นกระต่าย
๒. ผู้เล่นฝ่ายไล่หรือฝ่ายกระต่ายจะต้องคิดคำขึ้นหนึ่งคำให้มีพยางค์เท่ากับจำนวนผู้เล่นในกลุ่มฝ่ายไล่ เช่น ถ้าผู้เล่นฝ่ายไล่มี ๔ คน อาจตั้งชื่อคำว่า “กระต่ายขาเดียว” แล้วกำหนดพยางค์ให้เป็นชื่อของผู้เล่นแต่ละคนในกลุ่ม นั่นคือ คนหนึ่งจะชื่อ “กระ” คนที่สองชื่อ “ต่าย” คนที่สามชื่อ “ขา” คนที่สี่ชื่อ “เดียว” เป็นต้น โดยไม่ให้ผู้เล่นฝ่ายหนีรู้ว่าใครชื่ออะไร แต่จะต้องบอกคำที่คิดขึ้นคือคำว่า “ กระต่ายขาเดียว” ให้ผู้เล่นฝ่ายหนีรู้ก่อนจะเริ่มเล่น ถ้ามีผู้เล่น ๕ คน ก็อาจคิดคำว่า “มะม่วงน้ำดอกไม้” ซึ่งมี ๕ พยางค์ เป็นต้น
๓. เริ่มเล่นโดยผู้เล่นฝ่ายหนีซึ่งอยู่ในสนามคนหนึ่งจะออกเสียงเรียกชื่อพยางค์หนึ่งออกมาดังๆ เช่น ออกเสียงเรียกว่า “ต่าย” ผู้เล่นฝ่ายไล่คนที่มีชื่อตรงกับพยางค์นั้น จะต้องกระโดดขาเดียวโดยยกขาอีกข้างหนึ่งไว้ เข้าไปในสนามให้เร็วที่สุด พยายามกระโดดขาเดียวไล่แตะผู้เล่นฝ่ายหนีในสนามให้ได้มากคนที่สุด ผู้เล่นฝ่ายหนีสามารถวิ่งหนีด้วยสองเท้าได้ ผู้เล่นที่ถูกแตะจะถือว่าตายและต้องออกนอกสนามเล่น
๔. หากผู้เล่นฝ่ายไล่คนที่กระโดดขาเดียวเข้าไปไล่แตะฝ่ายหนีลดเท้าข้างที่ยกอยู่ละแตะพื้น ผู้เล่นฝ่ายไล่คนนี้ก็จะต้องต่ายเช่นเดียวกัน และจะต้องออกจากการแข่งขันไป แต่หากผู้เล่นฝ่ายไล่กระโดดขาเดียวกลับไปออกนอกสนามได้ก่อนที่ขาทั้งสองจะถูกพื้นในสนามก็จะไม่ตาย สามารถเวียนวนมาเล่นใหม่ได้
๕. เมื่อผู้เล่นฝ่ายไล่กลับออกนอกสนามแล้ว ให้ผู้เล่นฝ่ายหนีออกเสียงเรยีกชื่อพยางค์อื่นต่อไป ผู้เล่นฝ่ายไล่ที่มีชื่อตรงกับพยางค์นั้นจะต้องกระโดดขาเดียวเข้าไปไล่แตะผู้เล่นฝ่ายหนีในสนาม เช่นเดียวกับคนก่อน
๖. ดำเนินการเล่นเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าผู้เล่นฝ่ายหนีจะถูกแตะตัวตายหมด หรือผู้เล่นฝ่ายไล่จะตายหมด หรือจนกว่าจะหมดเวลาที่กำหนดไว้ จากนั้นก็จะสลับหน้าที่กัน คือ ฝ่ายหนักลับมาเป็นฝ่ายไล่บ้าง ฝ่ายไล่กลับไปเป็นฝ่ายหนีบ้าง
๗. ฝ่ายใดสามารถทำให้ฝ่ายหนีตายได้มากกว่าในเวลาที่กำหนด หรือทำให้ฝ่ายหนีตายหมดในเวลาที่รวดเร็วกว่า ฝ่ายนั้นจะเป็นผู้ชนะ ปกติมักจะเล่นกัน ๒ ใน ๓ ครั้ง ฝ่ายใดชนะมากครั้งกว่าจะเป็นผู้ชนะโดยสมบูรณ์
กติกา
๑. ผู้เล่นฝ่ายหนีจะต้องเรียกชื่อพยางค์ไม่ให้ซ้ำกันคนกว่าจะครบชื่อฝ่ายไล่หมดทุกคนแล้วจึงจะวนมาเรียกซ้ำใหม่ได้เป็นรอบๆไป
๒. การกระโดดขาเดียวเข้าในสนามเล่น และกระโดดออกจากสนามเล่นจะต้องกระโดดเข้าและออกทางด้านที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วเท่านั้น การกระโดดเข้าและออกไม่ด้านจะถือว่าตาย
๓. ขณะฝ่ายไล่ ฝ่ายกระต่าย กระโดดขาเดียวไล่แตะ และฝ่ายหนีวิ่งหนีนั้นต้องอยู่ภายในสนามเล่น หากเท้าเหยีบเส้นหรือล้ำออกนอกสนามเล่นจะถือว่า

[:]